การจดทะเบียนบริษัทสำหรับชาวต่างชาติ

จดทะเบียนบริษัทสำหรับชาวต่างชาติ

ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการ ด้วยเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างต่อเนื่องและศักยภาพในหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น การท่องเที่ยว การผลิต และเทคโนโลยี 

การจดทะเบียนบริษัทในประเทศไทยสำหรับชาวต่างชาติเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจของพวกเขาสามารถดำเนินไปได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายและประสบความสำเร็จในระยะยาว อย่างไรก็ตามการจดทะเบียนบริษัทสำหรับชาวต่างชาตินั้นมีข้อกำหนดและขั้นตอนเฉพาะที่ควรรู้เพื่อให้กระบวนการเป็นไปอย่างราบรื่น

การจดทะเบียนบริษัทในประเทศไทยเป็นเรื่องที่ชาวต่างชาติสามารถทำได้ แต่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดเฉพาะ เช่น ข้อจำกัดเรื่องสัดส่วนการถือหุ้น สิทธิประโยชน์ที่ได้รับ และประเภทของธุรกิจที่ได้รับอนุญาต ชาวต่างชาติสามารถถือหุ้นได้สูงสุด 49% และต้องมีผู้ถือหุ้นไทยต้องถือหุ้นอย่างน้อย 51% ของทุนจดทะเบียน หากชาวต่างชาติต้องการถือหุ้นเกิน 49% อาจต้องยื่นขอใบอนุญาตจากกระทรวงพาณิชย์ หรือดำเนินการผ่านการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI

💼✅  ประเภทของธุรกิจที่ชาวต่างชาติสามารถดำเนินการได้แต่ต้องได้รับใบอนุญาตก่อน

  1. ธุรกิจที่เกี่ยวกับความมั่นคง เช่น การผลิตอาวุธ วัตถุระเบิด และยุทโธปกรณ์
  2. การขนส่งภายในประเทศ เช่น การเดินรถโดยสาร
  3. ธุรกิจที่เกี่ยวกับศิลปะ วัฒนธรรม และหัตถกรรมไทย เช่น การทำงานปั้น การแกะสลักไม้ และการทำผ้าทอ
  4. ธุรกิจที่เกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ เช่น การสำรวจเหมืองแร่ และการทำฟาร์มพลังงาน
  5. การก่อสร้างที่ไม่ได้มีลักษณะเฉพาะทางเทคนิคหรือความชำนาญ
  6. การค้าปลีกและค้าส่งที่มีทุนจดทะเบียนต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด
  7. ธุรกิจโฆษณา
  8. การทำงานในด้านสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม
  9. การทำงานด้านนายหน้า เช่น นายหน้าที่ดิน
  10. การผลิตสินค้าเพื่อการส่งออก
  11. ธุรกิจที่ได้รับการส่งเสริมจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)

💼⛔ ประเภทของธุรกิจที่ชาวต่างชาติไม่สามารถดำเนินการได้ ธุรกิจที่มีไว้สำหรับคนไทยโดยสมบูรณ์ ชาวต่างชาติไม่สามารถดำเนินการได้แม้จะถือหุ้นน้อยกว่า 49% ได้แก่ :

  1. การทำนา ทำไร่ หรือทำสวน
  2. การเลี้ยงสัตว์
  3. การทำป่าไม้และการแปรรูปไม้จากป่าธรรมชาติ
  4. การประมงเชิงพาณิชย์และการประมงในน่านน้ำไทย
  5. การสกัดสมุนไพรไทย
  6. การค้าขายโบราณวัตถุหรือวัตถุที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์
  7. การทำงานเกี่ยวกับวิทยุ โทรทัศน์ และวารสารที่เกี่ยวข้องกับข่าวสาร
  8. การค้าภายในที่เกี่ยวข้องกับตลาดน้ำและตลาดนัด

🏢 ขั้นตอนการจดทะเบียนบริษัทสำหรับชาวต่างชาติ

  1. ชาวต่างชาติต้องตรวจสอบชื่อบริษัทที่ต้องการจดทะเบียนผ่านระบบของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อให้มั่นใจว่าชื่อนั้นไม่ซ้ำกับชื่อที่มีอยู่แล้ว
  2. การกำหนดวัตถุประสงค์ของบริษัท ซึ่งต้องชัดเจนและสอดคล้องกับประเภทธุรกิจที่ได้รับอนุญาต
  3. ชาวต่างชาติจะต้องกำหนดทุนจดทะเบียน โดยทั่วไป ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำสำหรับบริษัทที่มีชาวต่างชาติถือหุ้นคือ 2 ล้านบาท และอาจเพิ่มขึ้นในกรณีที่ต้องการขอใบอนุญาตทำงาน (Work Permit)
  4. เตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้องสำหรับจดทะเบียนบริษัท
  5. ยื่นคำขอที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) หรือผ่านระบบออนไลน์
  6. ใช้หนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัทและเอกสารอื่น ๆ ในการเปิดบัญชีธนาคาร
  7. หากรายได้เกินเกณฑ์ที่กำหนด หรือหากธุรกิจดำเนินการในประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เช่น การขายสินค้า การให้บริการ ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่
  8. หากชาวต่างชาติถือหุ้นเกิน 49% หรือดำเนินธุรกิจในบัญชีสงวน จะต้องขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวจากกระทรวงพาณิชย์ แต่ธุรกิจที่ไม่ได้อยู่ในบัญชีสงวนสามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องขอ FBL
  9. กรรมการบริษัทที่เป็นชาวต่างชาติต้องขอใบอนุญาตทำงานจากกระทรวงแรงงานต้องยื่นเอกสาร เช่น หนังสือรับรองบริษัท ทะเบียนผู้ถือหุ้น และสำเนาหนังสือเดินทาง
  10. ตราประทับบริษัทเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการลงนามในเอกสารทางการเงินและกฎหมาย

การมีสถานะเป็นบริษัทจดทะเบียนอย่างถูกต้องจะช่วยให้ธุรกิจของชาวต่างชาติได้รับความเชื่อถือจากคู่ค้าและลูกค้า รวมถึงมีสิทธิในการเข้าถึงโอกาสทางธุรกิจต่าง ๆ ในประเทศไทย

นอกจากข้อกำหนดทางกฎหมายแล้ว ชาวต่างชาติควรตระหนักถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านภาษีและบัญชี การจัดทำบัญชีที่โปร่งใสและการยื่นภาษีอย่างถูกต้องตามกำหนดจะช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกตรวจสอบโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และช่วยสร้างความมั่นคงให้กับธุรกิจ

โทษสำหรับชาวต่างชาติที่ดำเนินธุรกิจโดยไม่ได้รับใบอนุญาตในประเทศไทย

การดำเนินธุรกิจในประเทศไทยโดยไม่ได้รับใบอนุญาตที่ถูกต้องเป็นการละเมิดกฎหมายตาม พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งกำหนดบทลงโทษที่ชัดเจนสำหรับชาวต่างชาติที่กระทำผิดในลักษณะนี้ โทษดังกล่าวมีทั้งทางอาญา การเงิน และผลกระทบระยะยาวต่อสถานะในประเทศไทย

1. โทษทางอาญา : ชาวต่างชาติที่ดำเนินธุรกิจโดยไม่ได้รับใบอนุญาตอาจถูกลงโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือ
มีโทษปรับสูงสุด 100,000 – 1,000,000 บาท หรือปรับรายวัน 10,000 บาท ต่อวันจนกว่าจะหยุดดำเนินธุรกิจ

2. การยึดทรัพย์สิน : รายได้หรือผลกำไรที่เกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกิจโดยไม่ได้รับใบอนุญาตอาจถูกยึดทั้งหมดโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

3. การเพิกถอนสิทธิ์ในการขอใบอนุญาต : หากถูกจับได้ว่าไม่มีใบอนุญาต ชาวต่างชาติอาจถูกเพิกถอนสิทธิ์ในการยื่นขอใบอนุญาตในครั้งถัดไป รวมถึงกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและกระทรวงพาณิชย์อาจปฏิเสธคำขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจในอนาคต

4. การถูกเนรเทศ : ในบางกรณี หากพบว่าชาวต่างชาติมีการดำเนินธุรกิจโดยผิดกฎหมายและเป็นภัยต่อประเทศ อาจถูกเพิกถอนวีซ่าและถูกเนรเทศออกจากประเทศไทย อาจถูกขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) และถูกห้ามกลับเข้าประเทศในระยะเวลาหนึ่ง หรือถาวร

5. ผลกระทบต่อภาพลักษณ์ธุรกิจ : ธุรกิจที่ดำเนินการโดยไม่มีใบอนุญาตจะถูกมองว่าไม่มีความน่าเชื่อถือในสายตาของคู่ค้าและลูกค้า การถูกตรวจสอบและดำเนินคดีจะส่งผลต่อชื่อเสียงและโอกาสทางธุรกิจในอนาคต

6. ผลกระทบต่อคู่ค้าหรือผู้ร่วมทุน : หากชาวต่างชาติที่ไม่มีใบอนุญาตดำเนินธุรกิจร่วมกับคนไทย อาจทำให้หุ้นส่วนคนไทยถูกตรวจสอบ และอาจต้องรับโทษทางกฎหมายเช่นกัน

7. การปิดธุรกิจโดยคำสั่งทางกฎหมาย : ธุรกิจที่ไม่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องอาจถูกสั่งปิดทันทีโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง

สรุป

การจดทะเบียนบริษัทในประเทศไทยสำหรับชาวต่างชาติเป็นขั้นตอนที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดอย่างเคร่งครัด การเลือกประเภทธุรกิจที่เหมาะสม การจัดเตรียมเอกสารให้ครบถ้วน และการปฏิบัติตามข้อกำหนดเกี่ยวกับสัดส่วนการถือหุ้นเป็นสิ่งสำคัญ เพราะถ้าหากชาวต่างชาติดำเนินธุรกิจโดยไม่มีใบอนุญาตถือเป็นความผิดที่มีบทลงโทษรุนแรงทั้งในด้านกฎหมาย การเงิน และสถานะของชาวต่างชาติในประเทศไทย

🔸 หากท่านต้องการที่ปรึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญด้านจดทะเบียนบริษัท Greenpro ksp group ยินดีให้บริการตั้งแต่ต้น จนเสร็จสิ้นกระบวนการ